เบนเน็ตต์ มิลเลอร์ เจ้าพ่อคนทำหนังที่เสกสรรค์เรื่องแต่งขึ้นจากเรื่องจริง

มิลเลอร์เป็นชาวนิวยอร์ค เขารู้จักกับ แดน ฟุตเตอร์แมน กับเจ้าหนูอีกคนที่ชื่อฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน จากโรงเรียนไฮสกูลมามาโรเน็ค ก่อนที่สามประสานนี้จะกอดคอกันเข้าโรงเรียนสอนศิลปะแห่งนิวยอร์ค และเติบโตแยกย้ายกันไปทำงานที่ทุกคนถนัด มิลเลอร์ทำงานเบื้องหลัง ส่วนฟุตเตอร์แมนและฮอฟฟ์แมนก็เริ่มไต่เต้าในฐานะนักแสดง กระทั่งอีกหลายปีให้หลัง มิลเลอร์ทำหนังสารคดีขาวดำ The Cruise (1998) ที่ตามติดชีวิตสุดเหวี่ยงของไกด์ชาวนิวยอร์คคนหนึ่ง หนังส่งให้เขาคว้ารางวัลสใหญ่ถึงสองรางวัลจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน และนั่นคือโหมโรงแรกในอาชีพคนทำหนังของเขา

หากแต่มิลเลอร์ก็ยังคงค่อยเป็นค่อยไปกับอาชีพนี้ เพราะอีกนานหลายปี กว่าที่โปรเจ็กต์ Capote (2005) จะเสร็จสิ้น มันเป็นหนังยาวเรื่องแรกของเขาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดหลายอย่าง แต่เหนืออื่นใดมันคือการที่เจ้าสามหนุ่มจากไฮสกูลมามาโรเน็คกลับมาแท็กทีมกันทำหนังเป็นครั้งแรก โดยมิลเลอร์เป็นผู้กำกับ ฟุตเตอร์แมนเป็นคนเขียนบท และฮอฟฟ์แมนเป็นนักแสดงนำ!

Capote เล่าถึงชีวิตของ ทรูแมน คาโพตี (ฮอฟฟ์แมน) นักเขียนชื่อดังที่ได้ข่าวเรื่องการฆาตกรรมโหดในแคนซัส จึงเดินทางลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลมาเขียนเล่าเรื่อง แต่หากไปถึงแล้วเขากลับพบว่ามีบางสิ่งน่าสนใจกว่าเรื่องเหตุการณ์หฤโหดนั้น นั่นคือสภาวะจิตใจของฆาตกรต่างหาก ทำให้เขาตัดสินใจวิเคราะห์สภาพจิตของมือสังหารอย่างละเอียดและดำดิ่งไปกับ

“เรื่องมันเริ่มจากว่าแดนนี (ฟุตเตอร์แมน) ไปอ่านเจออะไรสักอย่างในนิตยสาร เขาบอกผมว่า ‘รู้เรื่องนี้มั้ย ที่ว่าทรูแมน คาโพตีเดินทางไปแคนซัสอะ ฉันว่าฉันจะเขียนบทหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู’ แล้วผมก็บอกเขาไปว่า ‘เฉียบไปเลยเพื่อน’” มิลเลอร์เล่า “ตอนนั้นผมอ่านบทหนังเยอะมากๆ เพราะกำลังหาโปรเจ็กต์มาทำหนังยาวอยู่ แต่กลับมาสนใจอยู่ที่บทซึ่งเจ้าเพื่อนยากของผม -ซึ่งไม่เคยได้เขียนอะไรมาก่อนเลย- เป็นคนเขียน นั่นล่ะฮะ จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้”

ความสำเร็จของหนังนั้นมหาศาลมาก ตัวฮออฟฟ์แมนคว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากออสการ์ดังที่เรากล่าวไปแล้ว ส่วนมิลเลอร์เข้าชิงสาขาผู้กำกับ และฟุตเตอร์แมนชิงสาขาดัดแปลงบท เหนืออื่นใดคือการที่ตัวหนังส่งให้ชื่อของสามสหายดังเปรี้ยง (แม้ว่าฮอฟฟ์แมนจะดังอยู่มากแล้วก็ตาม) และมิลเลอร์ก็ไม่ได้รีบร้อนจะสร้างหนังเรื่องใหม่ เขายังคงโอ้เอ้ทำโปรเจ็กต์เล็กๆ น้อยๆ ของเขาไป ทั้งงานโฆษณา หนังสั้น แถมยังรับทำมิวสิกวิดีโอด้วย อย่างเพลง When the Deal Goes Down ของ บ็อบ ดีแลน และ Falling Down ของสาวสวย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สสัน เขาก็เป็นคนกำกับให้

และหลังจากห่างหายจากการกำกับหนังยาวร่วมสิบปี มิลเลอร์ก็กลับมาพร้อมบทหนังที่ได้มาจาก สตีเวน เซลเลียน (เขียนบท Schindler’s List, The Girl with the Dragon Tattoo) กับ อารอน ซอร์กิน (เขียนบท A Few Good Men, The Social Network) โดยเป็นบทหนังที่สร้างจากเรื่องจริงอีกเช่นกัน บิลลี บีน คืออดีตนักกีฬาเบสบอลดาวรุ่งที่ผันตัวไปเป็นผู้จัดการทีม เงื่อนไขหลักที่เขาเจอคือการสร้างทีมใหม่ทั้งหมด และใช้สถิติทางเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์รูปเกมเพื่อหาทางเอาชนะ พร้อมกันนี้ก็ไล่ตามตัวนักกีฬาตัวเล็กตัวน้อยที่อาจไม่โดดเด่นนัก แต่เมื่อมารวมตัวกันแล้วกลับกลายเป็นทีมเล็กล้มยักษ์ในที่สุด!

เนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการใช้สถิติสร้างความเป็นไปได้ในการชนะเกมกีฬานั้นสร้างความสนใจให้สตูดิโอจนพวกเขาทุ่มเงินให้มิลเลอร์มาทำหนังเป็นจำนวน 42 ล้านเหรียญฯ -ซึ่งนับว่ามากเอาเรื่องทีเดียวสำหรับหนังที่ไม่ได้มีฉากระเบิดระเบ้อ- แต่ก็แลกกับงานแสนละเมียดและนักแสดงเบอร์ยักษ์อย่าง แบรด พิตต์ ผู้มารับบทเป็นบีนและทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ด้วย, โจนาห์ ฮิลล์, คริสต์ แพร็ตต์ และฮอฟฟ์แมน

“แบรดเขาอยากเล่นหนังเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวน่ะครับ” มิลเลอร์ตอบคำถามที่เหตุใดนักแสดงหล่อระเบิดถึงได้มารับบทเป็นอดีตนักกีฬาธรรมดาๆ ในหนังเรื่องนี้ “เขาอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นมากกว่านักแสดงที่ดี” และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จด้วยการคืนทุนให้สตูดิโอ แถมทำเงินไปถึง 110 ล้านเหรียญฯ ชิงออสการ์หกสาขาติดรวมถึงนำชายยอดเยี่ยม (พิตต์) และสมทบชายยอดเยี่ยม (ฮิลล์) อีกด้วย

และเช่นเดิม หลังหนังประสบความสำเร็จไปแล้ว มิลเลอร์ก็หันไปทำโปรเจ็กต์เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งใน Foxcatcher (2014) สร้างจากเรื่องจริง (อีกแล้ว) ของ มาร์ค ชูลทซ์ (แชนนิง ทาทัม) อดีตนักมวยปล้ำที่มีชีวิตแกร่วไปวันๆ ขณะที่พี่ชายอย่าง เดฟ (มาร์ค รัฟฟาโล) มีชีวิตที่เพียบพร้อม และนาทีนั้นเองที่มหาเศรษฐีคนหนึ่งให้เงินทุนพวกเขาและเข้ามาดูแลชีวิต โดยมีเงื่อนไขให้พวกเขาลงปล้ำอีกครั้ง ดังนั้น มาร์คจึงเป็นฝ่ายลงสังเวียนโดยมีพี่ชายที่เขาอิจฉาตลอดมาคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง… ก่อนจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้น

Foxcatcher เข้าชิงออสการ์ที่ห้าสาขา แต่เหนืออื่นใด มันคือบทพิสูจน์อีกครั้งถึงการกำกับของมิลเลอร์ที่แม่นยำ และเลือกนักแสดงได้อย่างชาญฉลาด (ทั้งการแคสต์ติ้งพิตต์มารับบทชายธรรมดา และทาทัมที่ฉีกจากบทบาทเดิมๆ มาสู่บทดราม่าเรียกน้ำตาซึ่งเขาทำได้ดีเสียด้วย) “ผมก็เคยจินตนาการถึงการกำกับหนังที่ไม่ได้สร้างจากเรื่องจริงเหมือนกันนะ แต่ผมมักถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงเสมอเลย” มิลเลอร์ว่า